เฮงเค็ล ไม่หวั่น โควิด-19 มั่นใจ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมยังสดใส

เฮงเค็ล เจ้าของ แบรนด์ Schwarzkopf และ Joico มั่นใจ ตลาดการดูแลเส้นผม การทำสีผม และจัดแต่งทรงผม  ยังสดใส พร้อมเผยแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ช่วยให้ช่างทำผมเพิ่มทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถนำไปใช้ได้ที่บ้าน เพื่อขยายพอร์ตแบรนด์สินค้า 

นายธีรศักดิ์ ไตรทิพย์ ผู้จัดการทั่วไป เฮงเค็ล บิวตี้แคร์ โปรเฟสชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจดูแลความงามของเส้นผมในประเทศไทย ปี 2563 ยังคงสดใส ถึงแม้จะได้รับผลกระทบบ้างจากการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ร้านทำผมถูกสั่งปิดตามนโยบายรัฐบาลไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผู้บริโภคชาวไทยมีความรู้และใส่ใจในเรื่องของแฟชั่นมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงมองในแง่ดีว่า ตลาดยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมากในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุด สำหรับเรื่องเส้นผม คือ ผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่ทำสีผม เช่น สีผมแฟนซีต่างๆ กำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น อีกตลาดหนึ่งที่เป็นตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่สำหรับสีผม ก็คือกลุ่มวัยเริ่มทำงาน (first jobbers) ทั้งหญิงและชาย อีกเทรนด์หนึ่ง คือ การดัดคลื่นผมด้วยดิจิทัล (digital wave perm) และความสนใจในเรื่องของความงามแบบองค์รวมของเส้นผม

นายธีรศักดิ์ ไตรทิพย์ ผู้จัดการทั่วไป เฮงเค็ล บิวตี้แคร์ โปรเฟสชั่นแนล ประเทศไทย
นายธีรศักดิ์ ไตรทิพย์ ผู้จัดการทั่วไป เฮงเค็ล บิวตี้แคร์ โปรเฟสชั่นแนล ประเทศไทย

“เมื่อผู้คนใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องของอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตของตัวเองด้วย เราคาดว่าความงามแบบธรรมชาติในแนวออร์แกนิก จะเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปัจจัยในเรื่องนี้ ทำให้ร้านทำผมมีความต้องการโซลูชั่นสำหรับการดัดและยืด ตลอดจนการดูแลรักษาเส้นผมภายหลังการดัดและยืด และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมใหม่ๆ อีกด้วย” นายธีรศักดิ์  กล่าว

เฮงเค็ล ประเทศไทย เป็นผู้นำในตลาดที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัตกรรมเส้นผม ด้วยแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพสูงมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Schwarzkopf ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499  อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งการบำรุง ทำสีผม และการจัดแต่งทรงผม  ขณะเดียวกันก็ได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง รองรับค่านิยมความงามของเส้นผมทุกยุคสมัย มีโซลูชั่นที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแสดงบุคลิกเฉพาะตัวได้อย่างมั่นใจและมีสไตล์

ส่วนหนึ่งของแผนการตลาดที่สำคัญ คือการพัฒนาศักยภาพช่างผมมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นคู่ค้าธุรกิจที่สำคัญ ผ่านการจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการทำผมแบบสากลนิยม เทรนด์ใหม่ และการบริหารจัดการธุรกิจ ในแต่ละปี เฮงเค็ล ได้จัดให้มีการเทรนช่างทำผม 2,000-3,000 คน ทั้งในประเทศไทย กัมพูชาและเมียนมาร์

นอกจากนี้ เฮงเค็ล ยังมีแบรนด์ให้เลือกที่หลากหลาย โดยตลาดค้าปลีก มีแบรนด์  Freshlight, Palett, Got2b และ Natural & Easy ส่วนช่างผมมืออาชีพ เฮงเค็ล มีแบรนด์ Igora Royal, Igora Vibrance, BlondMe,  และ Joico ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ยอดนิยม และในปีนี้ เฮงเค็ล มีสินค้าใหม่ๆ ที่จะเปิดตัวในตลาดประเทศไทยผ่านทั้งสองช่องทางการค้าปลีกและร้านเสริมสวย ได้แก่ Bonacure, Oil Ultimate, Fiber Plex, Joico K-PACK และ Joico DEFY Damage  โดยมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมระบบการดูแลรักษาเส้นผมทั้งระบบ ทั้งก่อนและหลังการทำผมในร้านเสริมสวย

สำหรับไตรมาสแรกที่ผ่านมา ได้เปิดตัวเฉดสีใหม่ที่เรียกว่า Igora Raw ซึ่งเป็นเฉดสีใหม่ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี และเปิดตัวเฉดสี Joy-Full ภายใต้การดูแลของแบรนด์ Joico ซึ่งเป็นแบรนด์สำหรับช่างผมมืออาชีพโดยเฉพาะ และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมแบรนด์ Taft Pomade ซึ่งจัดจำหน่ายผ่านห้าง ร้านค้าปลีก

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นดิจิทัล เพื่อช่วยช่างทำผม สามารถให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เราพัฒนาขึ้นมาคือ แอพพลิเคชั่น House of Colors หรือ Essential Looks ซึ่งช่างทำผมสามารถดาวน์โหลดและติดตั้งไว้บนโทรศัพท์มือถือ แอพพลิเคชั่นนี้ช่วยให้ช่างทำผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการทำสีผม เก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าและการบริการที่ผ่านมา ติดตามการสั่งซื้อ และเก็บข้อมูลสีผมที่อยู่ในสต๊อก ที่สำคัญ แอพพลิเคชั่นนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับ เทรนด์สีผมล่าสุด ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นสีผมใหม่ ในคลังข้อมูล Essential Look รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิควิธีการนำเสนอคอลเลคชั่นสีผมใหม่ให้กับลูกค้าที่ร้าน

“ทั้งนี้รายได้ส่วนใหญ่ของเรา มาจากร้านค้าในรูปแบบเดิมๆ แต่รายได้จากช่องทางออนไลน์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับช่องทางการค้าปลีกนั้น เรามีร้านค้าของแบรนด์ชวาร์สคอฟ อยู่ใน Lazada, Shoppee และ JD Central เรามีช่องทางการขายในรูปแบบเดิมและช่องทางออนไลน์ เพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน และเพื่อส่งมอบประสบการณ์ความงามที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคของเรา” ” นายธีรศักดิ์  กล่าวเพิ่มเติม